แสงอาทิตย์ส่องไปยังคนที่กำลังจับมือกัน ดูเหมาะสมกันเป็นอย่างมาก
มีเพียงบันไดคั่นไว้แค่ไม่กี่ขั้น แต่พิมพ์ลภัสรู้สึกเหมือนถูกคั่นด้วยโลกสองใบ สายตาของฐากรณ์บ่งบอกชัดเจน พิชญาคือหนึ่งเดียวสำหรับเขา ส่วนเธอเป็นแค่ส่วนเกินเท่านั้น ถึงผ่านไปอีกสี่ปี หรือสิบปี ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้...
ตอนนั้น หัวใจที่ใกล้แตกสลายของพิมพ์ลภัส กลับมาสงบอีกครั้ง การที่ฐากรณ์ยินยอมให้ผู้เป็นแม่อย่างอรอนงค์ เปิดเผยตัวตนของเธอ บางทีอาจเป็นเพราะต้องการกระตุ้นให้พิชญาออกมา ผลประโยชน์ของบริษัท ชื่อเสียงส่วนตัวอะไรนั่น เขาไม่สนใจสักนิด ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คนที่เขาแคร์คือพิชญาเพียงคนเดียว
ตอนนี้พิชญามาแล้ว สัญญาระหว่างเธอกับฐากรณ์ คงสามารถยุติได้อย่างเหมาะสม ถ้าให้จากไปพร้อมความอัปยศ สู้เป็นฝ่ายทิ้งความคิดถึงเอาไว้สักหน่อยดีกว่า
พิมพ์ลภัสสูดหายใจ ลุกขึ้นยืน ฐากรณ์กับพิชญาปิดประตูคุยกันอยู่นาน แต่เพราะมีประตูคั่นอยู่ เลยไม่ได้ยินอะไรแม้แต่น้อย
เธอปัดดินบนตัว ขณะที่กำลังจะเคาะประตู ประตูถูกคนข้างในเปิดออก
พิชญารีบเดินออกมา เธอพยักหน้าและยิ้มให้
"คุณพิมพ์ลภัสใช่ไหม ฝากพี่กรณ์ด้วยนะ..."
เมื่อพูดจบ พิชญาก็รีบขึ้นไปบนรถที่มาเมื่อครู่ เธอเดินอย่างงดงาม และดูช้ากว่าตอนมาถึงเล็กน้อย
พิมพ์ลภัสงุนงงไปหมด ยังไม่เข้าใจคำพูดเมื่อครู่ เธอมาประณามความผิดไม่ใช่เหรอ มาประกาศความเป็นเจ้าของไม่ใช่เหรอ
ฐากรณ์ยืนอยู่หน้าประตู เขามองตามพิชญา สีหน้าดูอึมครึมกว่าตอนแรก ขณะที่พิมพ์ลภัสจะพูด เขาก็หันหลังเดินไปแล้ว
"นี่!" พิมพ์ลภัสรีบพุ่งเข้าไปขวางหน้าประตู "ฉันมีเรื่องจะพูด!"
"ไม่ว่าพวกนายปรึกษากันยังไง ฉันไม่อยากโกหกต่อไปแล้ว...ระหว่างเราจบลงแค่นี้เถอะ..."
"ฉันคิดดีแล้ว นายจัดแถลงข่าวได้เลย ฉันรับทุกอย่างไว้เอง ฉันจะให้ความร่วมมือกับนาย แสดงละครครั้งสุดท้าย แค่ทุกคนเชื่อว่านายก็โดนหลอก เป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกัน เรื่องจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตระกูลภักดีณรงค์..."
พิมพ์ลภัสสะกดกลั้นความเจ็บปวดในใจ และบอกวิธียุติเรื่อง ที่ส่งผลดีกับตระกูลภักดีณรงค์ในตอนนี้ ขอแค่เธอยอมทำลายภาพลักษ์ของตัวเอง ถึงจะสามารถรักษาชื่อเสียงของตระกูลภักดีณรงค์ได้
นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับการยุติความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ฐากรณ์ฉายแววประหลาดใจ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยแววตารังเกียจอีกครั้ง
"เธอรู้ไหมว่า 'สิ้นสุดแค่นี้' จะมีผลตามมายังไง"
"แต่ยังไงก็ไม่วุ่นวายเท่าตอนนี้หรอก!"
แววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของฐากรณ์ ทำให้พิมพ์ลภัสอดตวาดออกมาไม่ได้ ถึงโดนใส่ร้าย แต่เธอชินกับมันแล้ว แต่การโดนฐากรณ์เข้าใจผิด ทำให้เธอจิตใจไม่เป็นสุข จนแทบอยากจะอธิบายให้กระจ่าง
ตอนแรกคิดว่าหลังจากฐากรณ์เจอพิชญา คงแทบอยากจะยุติสัญญายิ่งกว่าเธอ แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาทำเพียงแค่มองเธอ ด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นจึงกดเสียงต่ำพูดว่า
"น่าเสียดาย เธอพูดไม่ได้ผล!"
"นายหมายความว่ายังไง"
ฐากรณ์ตอบแบบสองแง่สองง่าม ขณะที่พิมพ์ลภัสกำลังจะพูดกับเขา ไม่รู้มีคนมากมายโผล่มาจากไหน และพุ่งมาหาพวกเขาสองคน
นักข่าวบันเทิงพวกนั้น ไม่รู้ไปคึกมาจากไหน พวกเขาจ่อไมค์เข้ามา จนแทบจะทิ่มปากพิมพ์ลภัส
"จากข่าวที่ว่าคุณพิมพ์ลภัสเซ็นสัญญาลับกับตระกูลภักดีณรงค์ เหมือนจะเกี่ยวข้องกับความรักของทั้งสองคนด้วย ไม่ทราบว่าสะดวกตอบหรือเปล่าคะ"
"ข่าวรายงานว่าท่านหญิงอรอนงค์ เป็นคนจัดการเรื่องงานแต่ง จึงทำให้คุณฐากรณ์ไม่พอใจ จึงไม่ยอมรับด้วยตัวเอง เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ"
"คุณฐากรณ์คะ ข่าวบอกว่าคุณเป็นเพื่อนกับคุณพิชญาตั้งแต่เด็ก คุณเคยบอกว่าจะไม่แต่งงานกับคนอื่น ถ้าไม่ใช่เธอ คุณยังจำได้หรือเปล่า"
เมื่อเจอกับคำถามรุนแรงและกะทันหันเช่นนี้ พิมพ์ลภัสยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น จู่ๆ เธอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถ้ายอมรับเรื่องสัญญา ต้องไม่ดีกับตระกูลภักดีณรงค์แน่นอน แต่ถ้ายอมรับเรื่องความรักทั้งสองคน ก็เป็นการโยนภาระให้ฐากรณ์ ในขณะเดียวกัน ถ้าอยากตัดขาดความสัมพันธ์อีก ก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก...
อย่าบอกนะว่าเธอต้องอยู่กับสัญญาคนรักไปตลอดชีวิต พิมพ์ลภัสอดแสดงท่าทีลังเลออกมาไม่ได้
"เอ่อ ฉัน..."
ขณะที่พิมพ์ลภัสกำลังจะพูด ก็โดนฐากรณ์โอบไหล่เอาไว้ การใกล้ชิดอย่างกะทันหัน ทำให้พิมพ์ลภัสตกใจมาก แต่ฐากรณ์กลับมองกล้อง แล้วพูดอย่างแน่วแน่ว่า
"ในเมื่อพวกคุณอยากฟังจากปากผมขนาดนี้ งั้นก็ฟังให้ดี! พิมพ์ลภัส เป็นผู้หญิงของผม และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว! ถึงจะมีวันที่เราเลิกเกิน นั่นเป็นเรื่องในอนาคต อย่างน้อยตอนนี้คนที่ผมจับมืออยู่ ก็คือพิมพ์ลภัส!"
ไม่รู้ฐากรณ์เป็นอะไรขึ้นมา ถึงจับมือพิมพ์ลภัสแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองเธอด้วยความรัก เมื่อมองผ่านกล้อง ไม่รู้ว่าจะเป็นการบอกรักที่โรแมนติกขนาดไหน
มีเพียงพิมพ์ลภัสที่มองเห็นความรังเกียจ ที่อยู่เบื้องหลังความรัก เขาเกลียดเธอเข้ากระดูก แต่กลับแสดงออกมาตรงกันข้าม เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่กลับไม่อยากลุ่มหลงไปในนั้น
เพราะเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว
สี่ปีมานี้ เธอเป็นเพียงเงาของคนอื่น ไหลไปตามคนอื่น โดยไม่เห็นเห็นเดือนเห็นตะวัน เธอใช้ชีวิตแบบนี้มามากพอแล้ว
"พอเถอะ อดีตเป็นยังไงไม่สำคัญอีกแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ ฉันไม่ใช่แฟนของฐากรณ์ เรา..."
"เราสองคนไม่ติดค้างกันอีกต่อไป" ยังไม่ทันได้พูดจบ ฐากรณ์จับหน้าเธอหันเข้าหาเขา แล้วก้มลงมาจูบ
เสียงฮือฮาดังขึ้น เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นไม่หยุด
พิมพ์ลภัสเบิกตาโต จู่ๆ เธอคิดได้ว่าฐากรณ์จะทำอะไร เธอควรจะผลักเขาออก แล้วพูดต่อหน้านักข่าวให้ชัดเจน แต่เธอกลับไม่ทำ นี่มันอะไรกัน เธอกลับ...เคลิบเคลิ้ม...
นี่เป็นครั้งแรกที่ฐากรณ์จูบเธออย่างมีสติ แววตาเขาเย็นชา แต่จูบของเขากลับเร่าร้อน
แต่เพียงครู่เดียว เขาผละออกจากเธอ และเผชิญหน้ากับนักข่าวที่กำลังตื่นเต้น เขายิ้มมุมปากแล้วพูดว่า
"ลภัสพูดชัดเจนแล้ว เราใกล้จะยุติความสัมพันธ์แบบแฟน ถ้าทุกท่านยังมีคำถามอะไร เอาไว้ถามในงานหมั้นของเราแล้วกัน!"
พิมพ์ลภัสฟังฐากรณ์บิดเบือนคำพูดของเธอ แต่เธอกลับพูดอะไรออกมาไม่ได้
จูบนั้นเหมือนเวทมนตร์ ที่หยุดสติของเธอเอาไว้ เหมือนเธอเหยียบอยู่บนดอกฝ้าย ให้ฐากรณ์จูงมือเธอออกจากหน้ากล้องตามอำเภอใจ...
"ฐากรณ์! นายหมายความว่ายังไงกันแน่!"
"เธอยังไม่เข้าใจเหรอ" ฐากรณ์ค่อยๆ เข้ามาหาเธอ ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ...
"นาย...นาย...อย่าเข้ามา นายหมายความว่ายังไงกันแน่ อย่าเข้ามา..."